ลูกรัก...ลุกเลี้ยง....
สติ....เหมือนลูกรัก ลูกที่เกิดในจิตเราแท้ๆ แต่เราไม่สนใจเขา
ปล่อยทิ้งปล่อยกว้าง ดันหลงไปเอาใจใส่ลูกเลี้ยง...(ความคิดปรุงแต่ง)
ในที่สุดเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ มันก็กลายเป็นโจร
อีกทั้งยังพาพวกพ้องเพื่อนฝูง(นายกิเลส ตัณหา อุปาทาน ชาติ ชรา มรณะ)
เข้ามาด้วย และในที่สุดเราก็ล้มละลายฉิบหาย
เพราะถูกกบฏจากลูกเลี้ยงนี่เอง
ความคิด....นั้นมันมีอุบายหลอกลวงเราสารพัดที่จะให้ยอมรับว่า
มันเป็นลูกแท้ๆ
มันไม่ยอมเปิดทางให้เราได้รู้ได้เห็นความจริง แล้วไล่มันออกนอกบ้านได้ง่ายๆ
เราเองหรือก็ชอบในมายาราคะ โทสะ โมหะ ของเขาเสียจนหัวปักหัวปำ
ลูกสติของเราพร้อมจะกลับบ้านทำหน้าที่ที่ดีของเขาอยู่แล้ว
แต่ที่สำคัญคือเราจะกล้าไล่กล้าตัดสินใจจากลูกเลี้ยงลูกทรพีนี้ได้หรือเปล่าเท่านั้น
ลองให้สติ..ได้เข้ามาอยู่ในใจเราสัก30นาทีหรือชั่วโมงหนึ่งดู
แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติชนิดนี้มีคุณค่ามหาศาลจริงๆ
5 มิ.ย. 2554
31 พ.ค. 2554
มารผจญ
มารผจญ
ในพระพุทธประวัติมี มารผจญ มารที่มาผจญมิใช่มารปลายแถว
แต่เป็นพญามาร ชื่อ วสวัตตี ตามรังควานพระองค์มาถึง7ปี (ตโปกัมมสูตร)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า..ท่านทรงตีความว่า
ได้แก่ อกุศลมูล3นั่นเอง ส่วนธิดามาร3ที่มาช่วยพญามาร
เทียบได้กับกิเลสชั้นปลายแถว
แต่สมเด็จ..ท่านก็ทรงลังเลอยู่เหมือนกัน
เพราะถ้าเป็นกิเลสจริง ทำไมธิดามารมายั่วพระพุทธเจ้า
หลังจากตรัสรู้ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้
ส่วนท่านพุทธทาสว่า
ธิดามารนั้นเป็นความคิดคำนึงย้อนหลังถึงควงามร้ายกาจ
ของกิเลสแค่ไหน ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้
มารในสังยุตต์นี้ มีทางเป็นไปได้ทั้งกิเลสมาร และเทวบุตรมาร
บางครั้งก็น่าจะเป็นเพียงความรู้สึกฝ่ายต่ำ
ที่เกิดขึ้นชั่ววูบของพระสาวกผู้กำลังบำเพ็ญคนเดียวในป่า
พอรู้ตัวเกิดสติขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็หายไป
เท่ากับมารหายไปทันที
ที่ว่ามารไปเร็วมาเร็วก็เพราะเหตุนี้
แต่บางครั้งก็น่าจะเป็นเทวบุตรมารหรือเทวดาเกเรมาแกล้งจริง
ในพระพุทธประวัติมี มารผจญ มารที่มาผจญมิใช่มารปลายแถว
แต่เป็นพญามาร ชื่อ วสวัตตี ตามรังควานพระองค์มาถึง7ปี (ตโปกัมมสูตร)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า..ท่านทรงตีความว่า
ได้แก่ อกุศลมูล3นั่นเอง ส่วนธิดามาร3ที่มาช่วยพญามาร
เทียบได้กับกิเลสชั้นปลายแถว
แต่สมเด็จ..ท่านก็ทรงลังเลอยู่เหมือนกัน
เพราะถ้าเป็นกิเลสจริง ทำไมธิดามารมายั่วพระพุทธเจ้า
หลังจากตรัสรู้ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้
ส่วนท่านพุทธทาสว่า
ธิดามารนั้นเป็นความคิดคำนึงย้อนหลังถึงควงามร้ายกาจ
ของกิเลสแค่ไหน ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้
มารในสังยุตต์นี้ มีทางเป็นไปได้ทั้งกิเลสมาร และเทวบุตรมาร
บางครั้งก็น่าจะเป็นเพียงความรู้สึกฝ่ายต่ำ
ที่เกิดขึ้นชั่ววูบของพระสาวกผู้กำลังบำเพ็ญคนเดียวในป่า
พอรู้ตัวเกิดสติขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็หายไป
เท่ากับมารหายไปทันที
ที่ว่ามารไปเร็วมาเร็วก็เพราะเหตุนี้
แต่บางครั้งก็น่าจะเป็นเทวบุตรมารหรือเทวดาเกเรมาแกล้งจริง
24 พ.ค. 2554
หยุดชั่งคราวเพื่อกำจัดเหลืบที่มาเกาะดูดเลือดทีเวปหากินกับศาสนา
หยุดชั่วคราวเพราะมีมารศาสนา ทำตัวขัดขวางทุกวิถีในการเผยแผ พระศาสนา
จนกว่า พวกอเวจีที่มาเกาะเวปและใช้ศาสนาหากิน
จนกว่า พวกอเวจีที่มาเกาะเวปและใช้ศาสนาหากิน
พระธรรมเทศนาสอนเด็ก
พระธรรมเทศนาสอนเด็ก
พระธรรมเทศนาสอนเด็ก มีไม่มาก
แต่มีวิธีการสอนเด็กของพระพุทธเจ้านั้นนับว่านับว่าน่าสนใจมาก
พระองค์ตั้งคำถามง่ายๆ พร้อมทั้งอุปกรณ์ให้เด็กคิด
เช่น ตอนสอนเรื่องพูดเท็จ ทรงต้องการสอนว่า
คนที่พูดเท็จประจำ ไม่มีความดีอะไรเหลือในตัว
ทรงเอาขันตักน้ำแล้วเททิ้ง
เหลือน้ำในขันหน่อยหนึ่ง...เทน้ำหน่อยหนึ่งทิ้งเสีย....
คว่ำขันลง...หงายขันเปล่าขึ้น
แต่ละขั้นตอนทรงถามนำให้เด็กคิด
น่าจะนำมาประยุกต์สอนธรรมแก่เด็กอย่างยิ่ง
21 พ.ค. 2554
โลกประกอบด้วยของคู่กัน
ของที่อยู่ในโลกนี้จะเป็นของคุ่เสมอ
สิ่งมีชีวิต...คู่สิ่งไม่มีชีวิต
นก..คู่กับ ฟ้า
ปลา...คุ่กับ น้ำ
ใจ...คู่กับ กาย
สลัดใจออกจากกาย ด้วย การปล่อยวาง(ออกจากการจองจำ)
ใจก็จะเป็นอิสระ..ว่างเปล่า(ไร้การจองจำ)
เฉกเช่นเราจะข้ามฟากต้องอาศัยแพ เมื่อข้ามพ้น ถึงฝั่งแล้ว
เราต้องสละ..แพ(อุปกรณ์)ที่ใช้ให้เป็นของโลกอย่างเดิม
...วางจากตัวตน...(อุปทาน ขันธ์5)
........นาทีทองของชีวิต....
สิ่งมีชีวิต...คู่สิ่งไม่มีชีวิต
นก..คู่กับ ฟ้า
ปลา...คุ่กับ น้ำ
ใจ...คู่กับ กาย
สลัดใจออกจากกาย ด้วย การปล่อยวาง(ออกจากการจองจำ)
ใจก็จะเป็นอิสระ..ว่างเปล่า(ไร้การจองจำ)
เฉกเช่นเราจะข้ามฟากต้องอาศัยแพ เมื่อข้ามพ้น ถึงฝั่งแล้ว
เราต้องสละ..แพ(อุปกรณ์)ที่ใช้ให้เป็นของโลกอย่างเดิม
...วางจากตัวตน...(อุปทาน ขันธ์5)
........นาทีทองของชีวิต....
9 พ.ค. 2554
แม่พิมพ์ของชาติ
แม่พิมพ์ของชาติ
แสงเรืองเรืองที่ส่องประเทืองอยู่ทั่วเมืองไทย
คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่โอ้ครูไทยในแดนแหลมทอง
เหนื่อยยากอย่างไรไม่เคยบ่นไปให้ใครเขามอง
ครูนั้นยังลำพองในเกียรติของตนเสมอมา
ที่ทำงานช่างสุดกันดารในป่าพงไพร
ถึงจะไกลก็เหมือนใกล้เร่งรุดไปให้ทันเวลา
กลับบ้านไม่ทันบางวันต้องไปอาศัยหลวงตา
ครอบครัวค่อยท่าไม่รู้ว่าไปอยู่ใหน
ถึงโรงเรียนก็เจียนจะสายจวนได้เวลา
เห็นศิษย์รออยู่พร้อมหน้าต้องรีบมาทำการสอน
ไม่มีเวลาที่จะได้มาหยุดพอพักผ่อน
โรงเรียนในดงป่าดอนให้โหยอ่อนสะท้อนอุรา
ชื่อของครูฟังดูก็หรูชวนชื่นใจ
งานที่ทำก็ยิ่งใหญ่สร้างชาติไทยให้วัฒนา
ฐานะของครูใครๆก็รู้ว่าด้อยหนักหนา
ยังสู้ทนอุตส่าห์สั่งสอนศิษย์มาเป็นหลายปี
นี่แหละครูที่ให้ความรู้อยู่รอบเมืองไทย
หวังสิ่งเดียวคือขอให้เด็กของไทยในพื้นธานี
ได้มีความรู้เพื่อช่วยเชิดชูไทยให้ผ่องศรี
ครูก็ภูมิใจที่สมความเหนื่อยยากตรากตรำมา
17 เม.ย. 2554
ข้อความ Google Sidewiki โดย lungsem
อริยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่เสื่อมจากอริยปัญญานั้น ชื่อว่าเสื่อมแท้เขาย่อมเป็
สัตว์ที่ไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าไม่เสื่อม เขาย่อมเป็นสุข ไม่มีความติดขัด ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเดือดร้อน ในปัจจุบัน สิ้นชีวิตไล้ว ก็มีสุคติเป็นที่หวังได้
4 มี.ค. 2554
ในหลวงสนทนาธรรมกับหลวงตาบัว
ในหลวง...สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร
หลวงตาบัว...พุทธภูมิก็เหมือนเรานั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ไปอุดร
แต่ถ้าเรานั่งมอเตอร์ไซด์ ขี่มอร์เตอร์ไซด์..นั่นแหละ สาวกภูมิ
เพราะฉนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือ นำคนไปเยอะๆ
ส่วนสาวกภูมิก็คือ นำคนไปน้อยๆ ไม่ใช่มากอย่างเก่งก็1คน
3-4คนนั่นแหละคือสาวกภูมิ
การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิก็เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ามีกิจ 5อย่างคือ
ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดี มนุษย์ทั่วไป
ตกเย็น สอนนักบวชสมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา
พอตกเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวใหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้
ท่านจะเล็งญาณรีบไปสอนก่อน
หลวงตาบัว...พุทธภูมิก็เหมือนเรานั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ไปอุดร
แต่ถ้าเรานั่งมอเตอร์ไซด์ ขี่มอร์เตอร์ไซด์..นั่นแหละ สาวกภูมิ
เพราะฉนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือ นำคนไปเยอะๆ
ส่วนสาวกภูมิก็คือ นำคนไปน้อยๆ ไม่ใช่มากอย่างเก่งก็1คน
3-4คนนั่นแหละคือสาวกภูมิ
การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิก็เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ามีกิจ 5อย่างคือ
ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดี มนุษย์ทั่วไป
ตกเย็น สอนนักบวชสมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา
พอตกเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวใหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้
ท่านจะเล็งญาณรีบไปสอนก่อน
20 ม.ค. 2554
7 ม.ค. 2554
น้ำขุ่นไม่เห็นเงาหน้าตน จิตมืดมนไม่เห็นธรรม
น้ำขุ่นไม่เห็นเงาหน้าตน จิตมืดมนไม่เห็นธรรม
ในน้ำเจือสี....น้ำเดือด...น้ำมีจอกแหนปกคลุม
และ น้ำขุ่นเป็นตม
เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ย่อมมองไม่เห็นตามจริง ฉันใด
ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน......
ด้วย ราคะ พยาบาท หดหู่ ซึมเซา รำคาญใจ ลังเลสงสัย
ถึงมีตาก็เหมือนคนตาบอด
มองหาทางออกไม่เจอ
จึงแก้ปัญหามิได้
สคารวสูตร
ในน้ำเจือสี....น้ำเดือด...น้ำมีจอกแหนปกคลุม
และ น้ำขุ่นเป็นตม
เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ย่อมมองไม่เห็นตามจริง ฉันใด
ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน......
ด้วย ราคะ พยาบาท หดหู่ ซึมเซา รำคาญใจ ลังเลสงสัย
ถึงมีตาก็เหมือนคนตาบอด
มองหาทางออกไม่เจอ
จึงแก้ปัญหามิได้
สคารวสูตร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





